พฤติกรรมชีวิตประจำวัน ที่ทำลายสุขภาพ!

พฤติกรรมชีวิตประจำวัน ที่ทำลายสุขภาพ!

พฤติกรรมชีวิตประจำวัน ที่ทำลายสุขภาพ! สุขภาพดีไม่อาจเกิดขึ้นได้ แค่คุณเปลี่ยนมากินอาหารคลีน หรือวิ่งบนลู่วันละ 30 นาที แต่คุณยังต้องสังเกตด้วย ว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณ มาดูกันว่าตัวอย่างพฤติกรรมแย่ ๆ ที่คนส่วนใหญ่ มักทำกันมีอะไรบ้าง

1. ไม่ทาครีมกันแดด

การทาครีมกันแดดค่า spf 15 หรือสูงกว่า สามารถลดความเสี่ยง ของเซลล์มะเร็งผิวหนังได้ถึง 40-50% แต่กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ละเลย คุณควรจะทาครีมกันแดดทุกครั้ง ที่ต้องออกจากบ้าน ไม่ใช่แค่ตอนไปเที่ยวทะเล เพราะรังสียูวีจากพระอาทิตย์ อยู่ในทุกหนแห่ง มันสามารถทะลุผ่านกระจกรถ หน้าต่างบ้านของคุณ และสามารถทำร้ายผิวหนังคุณได้ แม้ตอนที่อากาศไม่ร้อน โดยเฉพาะเวลาขึ้นที่สูง เช่น ไปปีนเขา เล่นสกี รังสียูวีก็ยิ่งเข้าถึงผิวหนังได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรละเลย

2. นั่งทั้งวัน

พฤติกรรมการนั่งเป็นเวลานาน อาจทำเป็นผลเสียอย่างรุนแรงต่อสุขภาพ กายและจิตได้ เช่น ความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน การเกิดลิ่มเลือด และทำให้ไม่มีสมาธิ ทำงานได้ไม่ดีด้วย ลองหันมาใช้วิธียืนช่วงพักโฆษณาทีวี หรือจอดรถให้ไกล จะได้ถือโอกาสเดินออกกำลังกายไปในตัว แค่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าทำเป็นประจำก็สามารถส่งผลดีอย่างคาดไม่ถึงได้

3. อดนอน

การนอนน้อยสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง เนื้อเยื่อถูกทำลาย ติดเชื้อ โรคเบาหวาน โรคเครียด โรคหัวใจ และโรคอ้วน ทั้งยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง จนอาจกระทบอาชีพการงาน หรือการขับขี่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณควรหาอะไรทำก่อนนอน เพื่อผ่อนคลายกายใจเช่น แช่อ่างอาบน้ำ ไม่กินกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เวลาใกล้เข้านอน และลงทุนซื้อหมอน และฟูกนอนที่มีคุณภาพ อีกกลยุทธ์หนึ่งคือกำหนดเวลานอน ให้เหมือนเดิมทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เพื่อให้สมองและร่างกายของคุณได้เติมพลัง และเยียวยาตัวเองอย่างเต็มที่

4. ดื่มกาแฟเป็นสิ่งแรกเมื่อตื่นนอน

มีงานวิจัยพบว่ากาเฟอีน ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และอาจถึงขั้นช่วยให้อายุยืนด้วย แต่การดื่มกาแฟเป็นสิ่งแรก เมื่อตื่นนอนจะทำให้ร่างกายคุณกระหายน้ำยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่อดข้าวอดน้ำมาหลายชั่วโมง ระหว่างที่นอนหลับ ดังนั้น คุณควรเริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการดื่มน้ำเปล่าหลายแก้ว แล้วค่อยพุ่งไปยังเครื่องทำกาแฟดีกว่า

5. รับงานมากเกินไป

เราอยู่ในสังคมที่หมกมุ่น กับการทำงานหนัก จึงไม่แปลกที่หลายคนจะพยายามรับงานมาทำให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อาจส่งผลให้เกิดอาการ Burnout ได้ในที่สุด ถ้าคุณเริ่มรู้สึกยุ่ง เครียด โมโห กังวล อยู่บ่อย ๆ แล้วล่ะก็ คุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคเครียดเรื้อรังอยู่นะ เพราะฉะนั้น คุณจึงควรนำศิลปะแห่งการปฏิเสธมาใช้บ้าง อย่าตกลงรับงานเยอะ ๆ จนไม่มีเวลาทำ

6. รีบกินแบบส่งๆ

คุณอาจคิดว่าการยัดแซนด์วิช เข้าปากพร้อม ๆ กับพิมพ์อีเมลงาน คือ การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ทำได้หลายอย่างพร้อมกัน แต่รู้ไหมว่าการรีบกินแบบส่ง ๆ อาจนำไปสู่ปัญหาระบบย่อยอาหาร แถมยังทำให้เผลอกินเยอะเกินขนาด จนน้ำหนักขึ้นได้ ระบบย่อยจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อคุณรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้น คุณควรกินให้ช้าลง เคี้ยวให้ละเอียดขึ้น การกินอย่างมีสติมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก การดูดซึมสารอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมพฤติกรรมการกินตามสภาพอารมณ์ (Emotional eating) และดีต่อสุขภาพโดยรวม

7. ติดโซเชียล

การเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ และถือเป็นเรื่องปกติ สำหรับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ แต่ปัญหา คือ เรามักจะพึ่งพามันมากเกินไป ต้องคอยเช็ค newsfeed ตลอดเวลา มีงานวิจัยที่เผยว่า การใช้เฟซบุ๊กมากไป มีผลต่ออาการซึมเศร้า

และวิตกกังวล ทั้งยังทำให้เรามองโลกผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงด้วย ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำคือ ลบหรือซ่อนแอพโซเชียลเหล่านั้นไว้เสีย พยายามชาร์จแบตมือถือนอกห้องนอน ฝึกทำสมาธิ โยคะ หรือไม่ก็นัดเพื่อนไปกินข้าว โดยไม่เอามือถือไป

8. ไม่รักษาความสะอาดของแปรงสีฟัน

แปรงสีฟันอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และแบคทีเรีย ที่อันตรายต่อร่างกายได้ ถ้าไม่ดูแลความสะอาดให้ดี หลายคนมักทิ้งแปรงสีฟันไว้ในห้องน้ำเฉย ๆ โดยไม่รู้ว่าแบคทีเรียสามารถลอยขึ้นมาในอากาศกับละอองน้ำ จากชักโครกและไปเกาะอยู่บนแปรงสีฟัน หรือตัวคุณได้ คุณจึงควรเปลี่ยนแปรงทุก 3-4 เดือน และเก็บแยกต่างหากในกล่อง เพื่อไม่ให้ปนเปื้อนเชื้อโรคในห้องน้ำ

9. บริโภคน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มมากโดยไม่รู้ตัว

ผู้ใหญ่ควรบริโภคน้ำตาลต่อวัน ในปริมาณ 6-9 ช้อนชา แต่เชื่อว่าหลายคนคงทะลุปริมาณที่ว่านี้ไปอีกหลายช้อนชาแน่ ๆ จากการเติมในน้ำตาลในอาหาร และเครื่องดื่มต่าง ๆ แม้แต่บรรดาอาหาร ‘เพื่อสุขภาพ’ อย่าง กราโนล่า และโยเกิร์ตที่อาจมีน้ำตาลสูงถึง 20-40 กรัมใน 1 ผลิตภัณฑ์เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น คุณจึงควรอ่านรายละเอียด โภชนาการของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด หันมากินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป หรือ กินน้ำผึ้งแทนน้ำตาล

10. จ้องหน้าจอตลอดเวลา

แสงสีฟ้าจากมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ คือ หนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้จอตาเสื่อม ซึ่งมีผลต่อการมองเห็น และยังทำให้เกิดภาวะ digital eye strain หรืออาการตาล้า ตาแห้ง ระคายเคือง การมองเห็นพร่ามัว และปวดศีรษะ ดังนั้น หากต้องอยู่หน้าจอนาน ๆ คุณจึงควรพักสายตาทุก 20 นาที และไม่ควรใช้ช่วงพักนี้ มาเล่นมือถือเด็ดขาด

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ พฤติกรรมชีวิตประจำวัน ที่ทำลายสุขภาพ! ที่คุณอาจไม่รู้ตัว และไม่ได้ใส่ใจมากเท่าไหร่นัก รู้แบบนี้แล้ว ดูแลสุขภาพกันด้วย ด้วยความปรารถนาดีจาก pgneo ขอบคุณครับ

Related Post